รวม 5 ข้อควรรู้เรื่อง “หมัด-เห็บ” ภัยเล็กที่น่ากลัวกว่าที่คิด พร้อมวิธีป้องกันแบบมือโปร
แม้จะตัวเล็กจนแทบมองไม่เห็น แต่ “หมัด” และ “เห็บ” กลับสร้างปัญหาใหญ่ให้กับน้องหมาแมวได้มากกว่าที่หลายคนคิด
ทั้งอาการคัน ผิวหนังอักเสบ พยาธิเม็ดเลือด ไปจนถึงโรคติดต่ออันตรายที่อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้
จากการสำรวจโดย PetMD พบว่า มากกว่า 70% ของสุนัขที่ไม่ได้รับการป้องกันอย่างสม่ำเสมอ มีโอกาสติดเห็บหมัดในช่วงฤดูฝนหรือหน้าร้อน
และแม้จะอยู่ในเมือง หรือบ้านที่สะอาดมากแล้วก็ตาม เห็บหมัดก็ยังมีช่องทางเข้ามาได้เสมอ
บทความนี้จึงสรุป 5 ข้อควรรู้เกี่ยวกับหมัดและเห็บ พร้อมแนวทางป้องกันที่เจ้าของทุกคนควรทำความเข้าใจ
หมัดและเห็บไม่เพียงสร้างความรำคาญให้กับสัตว์เลี้ยง แต่ยังเป็นพาหะของโรคอันตรายทั้งต่อสัตว์และมนุษย์
โรคพยาธิเม็ดเลือด (Ehrlichiosis, Babesiosis) – ทำให้สัตว์เลี้ยงซีด อ่อนแรง และอาจเสียชีวิตได้ถ้าไม่ได้รับการรักษา
โรค Lyme – ติดต่อจากเห็บกัด มักพบในหมาและคนที่อยู่ในพื้นที่ป่า
Flea Allergy Dermatitis (FAD) – อาการแพ้น้ำลายหมัด ทำให้คัน แดง และขนร่วง
แหล่งอ้างอิง: The Spruce Pets, PetMD
เห็บหมัดมีวงจรชีวิตหลายระยะ ทั้งตัวอ่อน ดักแด้ และตัวเต็มวัย
ถ้ารักษาเฉพาะสัตว์เลี้ยงแต่ละเลยสภาพแวดล้อม ก็เท่ากับเปิดทางให้กลับมาระบาดใหม่ได้เร็วขึ้น
ใช้น้ำยาฆ่าเห็บหมัดเฉพาะสัตว์และในบ้าน/สวน
ซักผ้าปูที่นอน เบาะนอนสัตว์เลี้ยงด้วยน้ำร้อน
ทำความสะอาดพื้นด้วยน้ำร้อน + ผงซักฟอกเป็นประจำ
ใช้เครื่องดูดฝุ่นแรงสูงดูดพรม เฟอร์นิเจอร์ และซอกหลืบ
คำแนะนำจาก AKC: การป้องกันเห็บหมัดที่ดีที่สุดคือการ “ทำพร้อมกันทั้งตัวสัตว์และพื้นที่ใช้ชีวิต”
ยากำจัดเห็บหมัดในท้องตลาดมีทั้งแบบกิน หยดหลัง สเปรย์ และปลอกคอ
แต่ละแบบมีข้อดีข้อจำกัดแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้ชีวิตของน้องหมา/แมว และความสะดวกของเจ้าของ
แบบหยดหลัง (Topical): ใช้ง่าย แต่อาจล้างออกได้ถ้าอาบน้ำเร็วเกินไป
แบบกิน (Oral): เห็นผลเร็ว เหมาะกับสัตว์ที่ไม่ชอบถูกจับตัวบ่อย
ปลอกคอกำจัดเห็บ: ป้องกันยาวนาน แต่ควรเลือกแบรนด์ที่ได้มาตรฐาน
สเปรย์: เหมาะสำหรับการใช้งานเฉพาะจุด หรือก่อนพาออกนอกบ้าน
ข้อควรรู้: ห้ามใช้ยากำจัดเห็บของสุนัขกับแมวเด็ดขาด เพราะอาจเกิดพิษถึงชีวิตได้ โดยเฉพาะกลุ่มยาที่มีสาร Permethrin
หลายคนเข้าใจผิดว่า ต้องเห็นเห็บหมัดก่อนค่อยเริ่มรักษา
แต่ในความจริงแล้ว การป้องกันต้องทำ “ต่อเนื่องทุกเดือน” โดยไม่รอให้ระบาด เพราะหมัดเห็บวางไข่ได้มากกว่า 2,000 ฟองในช่วงชีวิตเพียงไม่กี่สัปดาห์
เริ่มให้ยากำจัดเห็บหมัดตั้งแต่สัตว์อายุ 6–8 สัปดาห์ขึ้นไป (ตามฉลากยา)
ให้ยาต่อเนื่องทุก 30 วัน หรือใช้แบบ 3 เดือน (เฉพาะบางสูตร)
หากเลี้ยงหลายตัว ควรดูแลพร้อมกันทั้งหมด เพื่อป้องกันการแพร่กระจาย
ข้อมูลจาก Frontline (Boehringer Ingelheim): 95% ของปัญหาเห็บหมัดในบ้าน มาจาก “ไข่และตัวอ่อนที่ซ่อนอยู่ในสภาพแวดล้อม” ไม่ใช่แค่บนตัวสัตว์
การตรวจเจอเห็บหมัดเร็วคือกุญแจสำคัญ
เจ้าของควรหมั่นตรวจบริเวณซอกหู ขาหนีบ โคนหาง และข้อพับต่างๆ เพราะเป็นจุดที่เห็บชอบซ่อน
รวมถึงสังเกตพฤติกรรมเช่น เกา ถูตัว เดินกระสับกระส่าย หรือขนร่วงผิดปกติ
ใช้หวีซี่ถี่สางขนบนกระดาษสีขาว – ถ้าเห็นจุดดำคล้ายดินที่กลายเป็นสีแดงเมื่อลูบน้ำ = ร่องรอยหมัด
ตรวจลำตัวตอนสัตว์กำลังพักผ่อนหรือผ่อนคลาย
ถ้ามีเห็บติดแน่น – ใช้แหนบหมุนเบาๆ เพื่อดึงออก อย่าดึงตรงๆ
เคล็ดลับ: หลังเจอเห็บแล้วควรทำลายทันที ไม่ควรปล่อยทิ้ง เพราะเห็บสามารถเคลื่อนย้ายขึ้นสัตว์อื่นได้อีก
หมัดและเห็บอาจดูเล็ก แต่ผลกระทบต่อสุขภาพของน้องหมาแมวนั้นใหญ่ไม่แพ้โรคเรื้อรังเลย
การป้องกันอย่างสม่ำเสมอ และการดูแลสภาพแวดล้อมรอบตัวคือวิธีที่ดีที่สุดในการดูแลสัตว์เลี้ยงให้มีสุขภาพดี ห่างไกลจากพาหะร้าย
อย่ารอให้เห็นถึงปัญหาแล้วค่อยแก้
เพราะการป้องกันที่ดี...คือการเริ่มตั้งแต่วันนี้
#หมัดเห็บไม่ใช่เรื่องเล็ก #ป้องกันหมัดเห็บง่ายกว่ารักษา #เลี้ยงสัตว์แบบมือโปร #Lazadogดูแลสัตว์เลี้ยง #ยาหมัดเห็บสำหรับหมาแมว
อยากรู้วิธีดูแลน้องหมา&แมวให้มีความสุขในทุกวัน?
ติดตามบทความน่ารักๆ แบบนี้ได้ที่ Lazadog.com/blog
หรือแชร์ประสบการณ์กับเราได้ในคอมเมนต์ด้านล่างเลยครับ
by Prasobsook Saisud – Founder Lazadog.com
Doglala – Social for Pet Lovers doglala.com